Monthly Archives: สิงหาคม 2017

สวยธรรมชาติครบทุกส่วน

สะเดา (Neem)

ทุกส่วนของต้นสะเดานั้นมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง มาดูคุณประโยชน์ด้านความงามกันค่ะ

รักษาสิว

- นำใบสะเดา 2-3 ใบ มาต้ม เมื่อเย็นลงนำก้อนสำลีกลม ๆ มาชุบน้ำสะเดาที่ต้มไว้ แล้วทาให้ทั่วใบหน้า

- สามารถนำน้ำสะเดาที่ต้มแล้วมาผสมกับโยเกิร์ต หรือนำมาปั่นกับแตงกวา ทาให้ทั่วใบหน้าเพื่อลดความมันของผิวหน้าได้อีกด้วย

รักษาผิวแห้งกร้าน

-นำผงสะเดาป่น (Neem Powder) มาผสมกับน้ำมันเมล็ดองุ่น (Grape Seed Oil) ประมาณ 2-3 หยด ผสมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเนียนนุ่ม นำมาทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ผิวที่แห้งกร้านก็จะกลับมาเนียนนุ่มชุ่มชื่น

ดูแลปัญหาเส้นผม

- นำน้ำมันสะเดามาทาโคนผม แล้วนวดให้ทั่วศีรษะ ทำให้รากผมแข็งแรง

- สำหรับรังแคบนหนังศีรษะ ให้นำผงสะเดาป่นผสมกับน้ำ ทาทั่วศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วสระผมตามปกติ

สมุนไพรบำรุงความงาม

หญ้าฝรั่น (Saffron)

เป็นเครื่องเทศที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่คุ้มค่าถ้าได้รู้ว่าคุณประโยชน์ต่อผิวพรรณมีมากเพียงไร

ขจัดผิวหมองคล้ำ

- นำหญ้าฝรั่นเล็กน้อย แช่ในครีมน้ำนม (Milk Cream) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำมาปั่นให้เข้ากันในตอนเช้า จากนั้นนำมาทาให้ทั่วบริเวณผิวหมองคล้ำ ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ปรับโทนสีของผิว

-นำน้ำกุหลาบมาผสมกับหญ้าฝรั่น คนให้เข้ากันจนกระทั่งสีน้ำกุหลาบเปลี่ยนเป็นสีหญ้าฝรั่น จากนั้นนำสำลีกลมมาชุบน้ำ แล้วนำมาทาเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

สมุนไพรบำรุงความงาม

มะขามป้อม (Indian Gooseberry)

นึกถึงรสชาติแล้วฝาดเฝื่อนสุด ๆ แต่พอดื่มน้ำตามเข้าไปกลายเป็นหวาน แปลกจริง ๆ คุณประโยชน์ด้านความงามยิ่งน่าสนใจ เพราะเป็นแหล่งอุดมไปด้วยวิตามินซี

ลดการหลุดร่วงของเส้นผม

- นำผงมะขามป้อมหรือน้ำมะขามป้อม ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมะนาวคั้นสด 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาทาให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้จนแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

สมุนไพรบำรุงความงาม

ขมิ้นชัน (Turmeric)

จะสาวแขก สาวพม่าก็ใช้รักษาผิวหน้ากันทั้งนั้น มาดูเคล็ดลับกันดีกว่าว่าทำอย่างไรบ้าง

ลดผิวแตกลาย

- ผสมผงขมิ้นชันกับแป้งเบชัน (Besan) และโยเกิร์ตเข้าด้วยกัน จากนั้นนำมาทาบริเวณที่เป็นผิวแตกลาย จะช่วยลดเลือนรอยแตกให้เป็นสีเดียวกับผิวเดิม

ลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า

- ผสมแป้งข้าวเจ้า นมสด และน้ำมะเขือเทศในปริมาณเท่า ๆ กัน จากนั้นนำผงขมิ้นชันเติมลงในส่วนผสมจนกระทั่งเป็นครีมเหนียวข้นทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ลดส้นเท้าแตก

- นำน้ำมันมะพร้าว หรือ Caster Oil ผสมกับผงขมิ้นข้น ทาทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด

สมุนไพรบำรุงความงาม

ใบกะเพรา (Tulsi)

ข้าวกะเพราไข่ดาว แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอาหารประจำของคนไทยไปแล้ว แต่คุณประโยชน์ด้านความงามสิคะใครจะทราบบ้าง มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

รักษาสิวและทำให้ผิวชุ่มชื้น

- เด็ดใบกะเพรามาจำนวนหนึ่ง ปั่นให้ละเอียด ผสมกับนมสด แล้วนำมาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ช่วยให้ฟันขาว

- นำใบกะเพรา 2-3 ใบ มาตากให้แห้งสนิท แล้วนำมาป่นเป็นผง จากนั้นนำมาปั่นกับผิวส้มจนกระทั่งเป็นเนื้อเนียนนุ่ม แล้วจึงนำมาแปรงฟันบ้วนทิ้งด้วยน้ำสะอาด

หนีสเตตัสสิงห์อมควันด้วยของใกล้ตัว

มะนาว

ผศ.กรองจิต วาทีสาธกกิจ ที่ปรึกษามูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงงานวิจัยที่พบว่า วิตามินซีในมะนาวจะช่วยเปลี่ยนรสชาติของบุหรี่ให้ฝืดเฝื่อนน่ายี้ จนสะเทือนไปถึงความอยากสูบบุหรี่ของเหล่าสิงห์อมควัน ดังนั้นมะนาวจึงเป็นสมุนไพรอย่างหนึ่งที่ช่วยทำให้เลิกบุหรี่ได้ ซึ่งวิธีกินมะนาวช่วยเลิกบุหรี่ต้องหั่นมะนาวทั้งเปลือกเป็นชิ้นพอดีคำ จากนั้นอยากสูบบุหรี่เมื่อไรก็หยิบมะนาวที่หั่นไว้มากินแทน สารในมะนาวจะช่วยลดความอยากของนิโคตินลงได้ และหากอดรนทนไม่ไหวคว้าบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ วิตามินซีในมะนาวที่ทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของเราแล้วก็จะทำหน้าที่เปลี่ยนรสชาติบุหรี่ให้แย่มากจนเข็ดที่จะสูบ
หญ้าดอกขาว
จากงานวิจัยของเภสัชกรหญิงฉวีวรรณ ม่วงน้อย หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ทำให้ทราบว่า หญ้าดอกขาวสามารถช่วยคนเลิกบุหรี่ได้ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอกในการเลิกบุหรี่พบว่า หญ้าดอกขาวสามารถลดการสูบบุหรี่ลงได้มากกว่ากลุ่มยาควบคุมการสูบบุหรี่ซะอีก นอกจากนี้หญ้าดอกขาวยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ค่อนข้างสูง จึงช่วยลดคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่คั่งค้างในปอดลงอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ตัวจี๊ดที่ทำให้หญ้าดอกขาวมีสรรพคุณช่วยเลิกบุหรี่ได้ก็คือ โพแทสเซียมไนเตรท ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ลิ้นฝาดจนไม่นึกอยากสูบบุหรี่ อีกทั้งหญ้าดอกขาวยังมีสารนิโคตินผสมอยู่จาง ๆ จึงช่วยลดอาการข้างเคียงจากการเลิกบุหรี่ได้ด้วย และสำหรับคนที่อยากเลิกบุหรี่ด้วยหญ้าดอกขาว สามารถหาซื้อหญ้าดอกขาวในรูปแบบชาชงได้แล้วนะคะ เพราะปัจจุบันหญ้าดอกขาวได้ถูกบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2555 เรียบร้อยแล้ว

โดยการดื่มชาก็ชงดื่มครั้งละ 2 กรัม ผสมกับน้ำร้อน 120-200 มิลลิลิตร แช่ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วจึงดื่มหลังอาหารวันละ 3-4 ครั้ง หรือใครมีต้นหญ้าดอกขาวอยู่ในบ้าน จะใช้หญ้าดอกขาวตากแห้ง ต้มครั้งละ 20 กรัม ต่อน้ำ 3 แก้ว (ประมาณ 400 มิลลิลิตร) ต้มจนยาเดือดจัด กรองเอาแต่น้ำไว้รับประทานครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลาหลังอาหาร หรือเมื่อมีอาการอยากสูบบุหรี่ ดื่มติดต่อกันอย่างนี้ประมาณ 2 เดือน จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

โปร่งฟ้า
สมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีรสหวานปะแล่ม เมื่อกินเข้าไปจะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของเรา และพอสูบบุหรี่หลังจากเคี้ยวใบโปร่งฟ้าไปแล้ว รสชาติของบุหรี่จะเปลี่ยนไปในทางที่จัดว่าแย่มาก จนสิงห์อมควันบางคนถึงขั้นอาเจียนออกมาซะอย่างนั้น และในที่สุดก็จะทำให้ขยาดบุหรี่ไปเอง ซึ่งหากคุณตั้งใจจริงที่จะเลิกบุหรี่ให้ได้ สามารถเด็ดใบสดของต้นโปร่งฟ้าออกมา 1-2 ใบ แล้วนำมาเคี้ยวทุกครั้งที่รู้สึกอยากสูบบุหรี่ ทั้งนี้ต้องอาศัยความอดทนและกำลังใจจากของตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อผลักดันให้การเลิกบุหรี่สำเร็จไปด้วยดีด้วยนะคะ

มะขามป้อม
มะขามป้อมหากินง่ายและรสชาติก็เด็ดมาก ซึ่งจุดเด่นของมะขามป้อมก็อยู่ที่มีวิตามิน C สูงปรี๊ด และรสชาติเปรี้ยวผสมรสฝาดยังช่วยเปลี่ยนรสของการสูบบุหรี่ให้เฝื่อนจนรับไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องโบกมือลาบุหรี่ไป ทว่าก็ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของใจคุณด้วยนะคะ หากเลือกที่จะหยิบมวนบุหรี่แทนมะขามป้อม คงต้องยอมใช้ชีวิตท่ามกลางควันบุหรี่กันต่อไปไม่จบสิ้น

กานพลู
กานพลูเป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหยเป็นของตัวเอง ซึ่งน้ำมันหอมระเหยตัวนี้จะช่วยทำให้ประสาทสงบ มีฟีโนลิกซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระ บรรเทาอาการไอ และยังช่วยระงับกลิ่นปากไปด้วยในตัว ซึ่งเมื่อนำดอกกานพลูแห้งมาอมจะช่วยลดความอยากบุหรี่ลงไปด้วย

กำจัดกลิ่นเหม็น

โรสแมรี่

แม้จะเป็นเครื่องเทศของต่างประเทศ แต่เราสามารถหาใบโรสแมรี่แห้งได้ในบ้านเราค่ะ และโรสแมรี่ก็มีสรรพคุณในการกำจัดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้เป็นอย่างดี โดยจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Maryland Medical Center ก็บอกว่า กลิ่นเต่าเกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียที่หมักหมมอยู่ใต้วงแขนของเรา ฉะนั้นพอเจอโรสแมรี่ที่มีคุณสมบัติในการต้านเชื้อราและแบคทีเรีย กลิ่นเต่าเลยไม่กล้าแหยมเลยล่ะทีนี้ ส่วนวิธีดับกลิ่นเต่าด้วยโรสแมรี่ก็ไม่ยาก เพียงผสมใบโรสแมรี่แห้งประมาณ 1/2 ถ้วยตวง คั้นในน้ำประมาณ 4 ถ้วยตวง แล้วนำไปผสมน้ำอาบเป็นประจำทุกวัน
ออริกาโน่

ออริกาโน่ก็มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียและเชื้อราไม่ต่างจากโรสแมรี่ อีกทั้งข้อบ่งใช้ในการกำจัดกลิ่นเต่าก็ไม่ต่างกัน โดยผสมออริกาโน่ลงในน้ำที่ใช้อาบหรือแช่ เพื่อให้สรรพคุณของออริกาโน่เข้าไปกำจัดกลิ่นฉุนในต่อมเหงื่อใต้วงแขน จบปัญหากลิ่นเต่าติดเสื้อกันสักที แต่เนื่องด้วยออริกาโน่มีสารที่ทำปฏิกิริยากับยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดได้ ดังนั้นคนที่ใช้ยานี้อยู่อาจต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากจะกำจัดกลิ่นเต่าด้วยออริกาโน่ หรือเพื่อลดความเสี่ยงอาจต้องเลี่ยงไปใช้วิธีดับกลิ่นเต่าอื่น ๆ แทน
อบเชย ขิง ลูกจันทน์

The Green Pharmacy Herbal Handbook อธิบายว่า อบเชย ขิง และจันทน์เทศ มีสรรพคุณต้านแบคทีเรียเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องกลิ่นเต่าสำหรับสมุนไพร 3 ชนิดนี้จึงเป็นเรื่องจิ๋ว ๆ เพียงแค่ใช้ผงขิง อบเชย หรือลูกจันทน์เทศบดละเอียด ผสมกับเบกกิ้งโซดา คลุกให้เข้ากันแล้วนำมาทาเป็นแป้งที่ใต้วงแขน ป้องกันเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตจนเกิดกลิ่นเต่า อ๊ะ ! วิธีดับกลิ่นเต่านี้ยังช่วยลดความอับชื้นด้วยนะ หมดห่วงเรื่องกลิ่นเต่าติดเสื้อได้เลย
น้ำมันหอมระเหย

สำหรับคนที่มีปัญหากลิ่นเต่าติดเสื้อบ่อย ๆ ลองวิธีดับกลิ่นเต่าที่ใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์, โรสแมรี่, เสจ หรือน้ำมันหอมระเหยกลิ่นออริกาโน่ มาฉีดใต้วงแขนเพื่อดับกลิ่นเต่าดูสิคะ แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้ เพราะน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้มีคุณสมบัติซึมเข้าสู่ผิวหนังได้เร็ว บางคนเลยอาจเกิดอาการแพ้ได้ ทว่าสำหรับคนที่ไร้อาการแพ้ใด ๆ น้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยดับกลิ่นเต่าและเพิ่มกลิ่นหอมใต้วงแขนคุณแน่นอน

มะนาว

แม้จะไม่ใช่สมุนไพรเต็มตัว แต่กรดในมะนาวจะช่วยลดค่า pH ของผิวใต้วงแขนได้ ส่งผลให้แบคทีเรียเติบโตได้ยาก โดยวิธีใช้ก็ไม่ยากค่ะ เพียงหั่นมะนาวเป็น 2 ซีก (ตามแนวนอน) จากนั้นคั้นน้ำมะนาว 1 ซีกมาผสมกับน้ำสะอาด 1/2-1 ถ้วยตวง แล้วจัดการทาส่วนผสมให้ทั่ววงแขน หรือหากใครอยากกำจัดกลิ่นเต่าที่ติดเสื้อ ลองใช้แปรงหรือสำลีชุบน้ำมะนาวคั้นสดละเลงให้ทั่วใต้วงแขน เน้นเฉพาะจุดที่มีกลิ่นเต่าฝังแน่นหน่อยก็ดี ทิ้งไว้สัก 20 นาทีแล้วค่อยนำไปซัก
ที ทรี ออยล์ มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียและมีฤทธิ์คล้ายยาปฏิชีวนะอ่อน ๆ ซึ่งสามารถกำจัดแบคทีเรียที่เกิดกับผิวหนังของเราได้ พร้อมกันนั้นที ทรี ออยล์ยังช่วยระงับเหงื่อใต้วงแขนด้วยนะคะ วิธีดับกลิ่นเต่าด้วยที ทรี ออยล์ก็ง่ายมาก เพียงหยด ที ทรี ออยล์ 2 หยดต่อน้ำสะอาด 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นเทส่วนผสมลงกระบอกสเปรย์ ใช้ฉีดเป็นน้ำหอมระงับกลิ่นกายได้สบาย ๆ

ของดีคู่ครัว สรรพคุณต้านอักเสบ

1. กระเทียม

กระเทียมเป็นสมุนไพรในครัวที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้เช่นเดียวกับยาต้านจุลชีพที่ใช้ในทางการแพทย์เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย โดย Michael Finkelstein แพทย์องค์รวมในย่านเวสต์เชสเตอร์ เคาท์ตี้ เมืองนิวยอร์ก ได้เปิดเผยว่า กระเทียมเป็นสมุนไพรที่สามารถรักษาอาการเจ็บคอเนื่องจากการติดเชื้อได้ อีกทั้งยังช่วยต่อสู้กับเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการเจ็บคอได้อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะสารอัลลิซิน (Allicin) ที่อยู่ในกระเทียมสดนั่นเอง โดย Finkelstein ก็ยังได้แนะนำอีกว่าถ้าหากอยากจะใช้กระเทียมรักษาอาการเจ็บคอแต่ไม่ชอบความฉุนของกระเทียมก็ให้นำกระเทียมทั้งหัวไปอุ่นในไมโครเวฟ 10-15 วินาทีแล้วค่อยนำมารับประทาน จะช่วยให้กลิ่นฉุนของกระเทียมลดลงได้
2. ขมิ้น

เจ้าสมุนไพรชนิดนี้มักจะนิยมนำมาแต่งกลิ่น หรือแต่งสีอาหารเท่านั้น แต่สรรพคุณของขมิ้นก็ถือว่าดีใช่ย่อยเลยนะ เพราะเจ้าสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ในขมิ้นมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบได้ เหมาะจะนำมาใช้รักษาอาการเจ็บคอที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุคออย่างยิ่ง แถมยังช่วยลดอาการไอได้อีกด้วย แค่เพียงนำขมิ้นผงมาชงกับน้ำอุ่นและเติมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย จิบขณะที่อุ่น ๆ ก็จะช่วยให้ชุ่มคอและหายเจ็บคอได้เร็วขึ้นค่ะ
3. หัวหอม

นอกจากกระเทียมแล้ว ญาติอย่างหัวหอมก็สามารถรักษาอาการเจ็บคอได้เช่นกัน เพราะหัวหอมมีสารต้านอาการอักเสบที่ทรงประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยต้านเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ ไม่เพียงเท่านั้น หัวหอมยังขึ้นชื่อว่าเป็นยาปฏิชีวนะจากธรรมชาติที่ปลอดภัยอีกด้วย วิธีการใช้เพื่อรักษาอาการเจ็บคอก็ไม่ยาก เพียงนำหัวหอมมาสับพอหยาบ ผสมกับน้ำผึ้ง 6 ออนซ์ (ประมาณ 177 มิลลิลิตร) เคี่ยวในหม้อสองชั้นด้วยไฟเบา ๆ ประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นนำมาชงน้ำอุ่น จิบระหว่างวันจะช่วยให้อาการบรรเทาลงได้ค่ะ
4. ขิง

ขิงเป็นตัวเลือกยอดนิยมของใครหลาย ๆ คน เวลาที่รู้สึกเจ็บคอ เนื่องจากขิงสามารถช่วยต้านการอักเสบ รวมทั้งสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวการของอาการเจ็บคอได้อีกด้วย วิธีใช้ก็ไม่ยาก แค่เพียงนำขิงหั่นแว่นไปต้มกับน้ำแล้วนำมาจิบเป็นชา หรือจะเคี้ยวขิงสด ๆ ก็ได้ แต่ถ้าหากไม่มีเวลาหรือไม่ชอบรับประทานขิงสดละก็ ลองหาขิงผงมาชงน้ำอุ่นดื่มก็ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอเช่นกันค่ะ
5. มะนาว

ปิดท้ายกันด้วยพืชที่มีรสชาติจี๊ดจ๊าดอย่างมะนาว ที่หลายคนนิยมนำมาผสมกับน้ำผึ้งและน้ำอุ่นดื่มเพื่อบรรเทาอาการไอ นอกจากจะมีวิตามินซีสูงแล้ว ในน้ำมะนาวเนี่ยก็ยังมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบได้อีกด้วย และถ้าหากดื่มเป็นประจำทุกวันก็สามารถช่วยบำรุงสุขภาพได้ ซึ่งวิธีใช้ในการรักษาอาการเจ็บคอ ก็สามารถใช้ได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นนำน้ำมะนาวชงกับน้ำอุ่นและเติมเกลือเล็กน้อย หรือเติมน้ำผึ้ง หรือถ้าอยากให้ได้ผลดีขึ้นก็นำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำผึ้งและพริกปั่นเล็กน้อย จะยิ่งช่วยให้อาการเจ็บคอ และไข้หวัดหายได้เร็วขึ้นค่ะ

สมุนไพรไทยล้วนแต่เป็นของดีเพื่อสุขภาพทั้งนั้น จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยรักษาอาการเจ็บคอได้ แต่ก็อย่าพึ่งพาธรรมชาติมากเกินไป เพราะหากอาการเจ็บคอนั้นเป็นเรื้อรัง ใช้สมุนไพรยังไงก็ยังไม่หายก็ควรจะไปพบแพทย์ดีกว่า เพื่อความปลอดภัยค่ะ

สมุนไพรไทย

สาเหตุของการเกิดมะเร็งนั้น ในตำราอายุรเวทได้กล่าวถึงการบาดเจ็บของผิวชั้นที่หกที่เรียกว่า โรหิณี (Epithelium) ของกล้ามเนื้อและหลอดเลือด ซึ่งเกิดจากการใช้ชีวิตที่ผิดพลาด การกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ สุขอนามัยที่ไม่ดี และพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง อันก่อให้เกิดความไม่สมดุลของระบบในร่างกาย (Dosha) นำไปสู่การเกิดเนื้องอก ในแต่ละคนเกิดมะเร็งแตกต่างกันไป แล้วแต่ปัจจัยเสี่ยงและพันธุกรรม ซึ่งทำให้แต่ละคนมีการตอบสนองต่ออาหารชนิดเดียวกันได้ต่างกัน (ขึ้นอยู่กับ Dosha ของแต่ละคน) ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสื่อมของระบบในร่างกาย ได้แก่

สิ่งกระตุ้นระบบวาตะ การกินรสขม รสเผ็ด หรือรสฝาดมากเกินไป อาหารแห้ง หรืออยู่ในสภาวะเครียดมากไป

สิ่งกระตุ้นระบบปิตตะ การกินรสเปรี้ยว รสเค็มมากเกินไป อาหารทอด หรืออยู่ในภาวะโกรธมากไป

สิ่งกระตุ้นระบบเสมหะ การกินรสหวานมากเกินไป อาหารมัน หรือชอบอยู่นิ่งเกินไป

สิ่งกระตุ้นระบบเลือด (Rakta กินอาหารที่เป็นกรดหรือเป็นด่างมากเกินไป อาหารทอดหรือย่าง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อารมณ์โกรธหรือโศกเศร้ามากไป การตากแดดจัดหรือทำงานภายใต้ความร้อนนานไป

สิ่งกระตุ้นระบบไขมัน (Medo) การกินอาหารประเภทน้ำมัน อาหารหวาน แอลกอฮอล์ และความขี้เกียจ

หลักของการรักษามี 4 อย่าง คือ บำรุงสุขภาพ (Health Maintenance) รักษาโรค (Disease Cure) การคืนสู่สภาพปกติ (Rasayana/Restoraion of Normal Function) จิตวิญญาณ (Spiritual Approach) โดยหลักที่สำคัญคือ ต้องหาสาเหตุของการเจ็บป่วยที่ทำให้เกิดการขาดความสมดุล แก้ไขส่วนขาด และลดส่วนเกิน โดยทั่วไปจะเป็นส่วนประกอบของสมุนไพรหลาย ๆ ชนิด ซึ่งจะเข้าไปช่วยระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายพร้อม ๆ กัน และบำรุงร่างกายไปด้วย โดยสมุนไพรสามารถออกฤทธิ์ได้ดังนี้

1. ระงับการสร้างเส้นเลือดใหม่
2. ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง (Anti-proliferative)

3. ระงับการอักเสบ

4. ซ่อมแซม DNA

5. ต้านการออกซิไดซ์ กำจัดอนุมูลอิสระ

6. ยับยั้งจุดชีพ
สมุนไพรที่มีผลการทดสอบที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษามะเร็ง ได้แก่

สมุนไพรต้านมะเร็ง

ฟ้าทะลายโจร (Andrographis Paniculata)

ในอินเดียใช้ในการรักษาไทฟอยด์ แก้อักเสบ แก้มาลาเรีย กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และมีสารสำคัญ คือ Andrographolide สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด

สมุนไพรต้านมะเร็ง

มะตูม (Aegle Mermelos)

สารจากผลมะตูมสามารถยับยั้ง มะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid Cancer) และมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสและต้านการอักเสบ

สมุนไพรต้านมะเร็ง

บัวบก (Centella Asiatica)

มีสาร Asiaticoside ที่ช่วยให้แผลเรื้อรังหายเร็วขึ้น เพิ่มภูมิคุ้มกัน และในบราซิลมีการใช้เพื่อรักษามะเร็งมดลูก

สมุนไพรต้านมะเร็ง

ขมิ้น (Curcuma Longa)

มีสารสำคัญ คือ Curoumin มีฤทธิ์ต้านการออกซิไดซ์ และต้านการอักเสบที่รุนแรง สามารถทำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราอีกด้วย

สมุนไพรต้านมะเร็ง

หญ้างวงช้างดอกขาว (Heliotropium indicum)

อายุรเวทใช้ใบในการรักษาโรคลมพิษ แผล การอักเสบเฉพาะที่ กลาก ปวดข้อ (Rheumatism) มีอัลคาลอยด์ Indicine-N-Oxide ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเนื้องอก มีการทดลองทางคลินิกในลูคีเมีย และ Solid Tumour

สมุนไพรต้านมะเร็ง

ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera)

มีสาร Aloe-Emodin ที่กระตุ้น Macrophage ให้กำจัดเซลล์มะเร็ง และยังมี Acemannan ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ยังช่วยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ปกติและยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งด้วย

สมุนไพรต้านมะเร็ง

กะเพรา (Ocimum Sanctum)

เป็นสมุนไพรที่ใช้ในการแพทย์โบราณหลายระบบ เช่น อายุรเวท สิทธา ยูนานิ กรีก โรมัน เป็นต้น ทั้งยังใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ หัวใจ ผิวหนัง ฯลฯ

สมุนไพรต้านมะเร็ง

ทุเรียนเทศ (Anona Muricata)

สาร Acetogenin จากผลทุเรียนเทศทำให้เซลล์มะเร็งตายได้

สมุนไพรต้านมะเร็ง

ลูกใต้ใบ/หญ้าใต้ใบ (Phyllanthus Niruri/Amaus)

เป็นที่รู้จักว่าเป็น Stonebreaker และมีการใช้แพร่หลายทั่วโลก ในระบบปัสสาวะและน้ำดี ตับอักเสบ หวัด วัณโรคและโรคจากไวรัสอื่น ๆ

สมุนไพรต้านมะเร็ง

ดีปลี (Piper Longum)

มี Piperine ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการออกซิไดซ์ทั้ง in Vitro และ in Vivo จึงเป็นส่วนประกอบของตำรับยารักษามะเร็งของอายุรเวท

สมุนไพรต้านมะเร็ง

บอระเพ็ด (Tinospora Cordifolia)

สารสำคัญจากบอระเพ็ดช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยการเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว และสามารถลดขนาดเนื้องอกได้ 58.8% เทียบเท่า Cyclophosphamide

สมุนไพรต้านมะเร็ง

รักขน (Semecarpus Anacardium)

ผลของรักขนมีการใช้ในอายุรเวทเพื่อรักษามะเร็ง มีงานวิจัยแสดงว่า สารสกัดคลอโรฟอร์ม มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง และยืดอายุในกรณี Leukemia, Melanoma และ Glioma ในสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งตับ สารสกัดจากรักขนทำให้เนื้อเยื่อตับเป็นปกติ ยาเตรียม Anacertin Forte นิยมใช้รักษามะเร็งหลอดอาหาร Chronic Myeloid Leukemia, Urinary Bladder และมะเร็งตับ

สมุนไพรต้านมะเร็ง
ภาพจาก อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ
หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา

ในปี พ.ศ. 2527 มีผู้ป่วยมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งเพื่อรักษาและบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง พบว่าสามารถยืดชีวิตต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง บางรายใช้หญ้าปักกิ่งร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันเพื่อลดผลข้างเคียงเนื่องจากการใช้ยาเคมีบำบัด และเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่งที่แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่อีก 3 เดือน ขอให้นำผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้าน แต่เมื่อผู้ป่วยกลับบ้านและดื่มน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง หลังจากนั้น 1 ปี ผู้ป่วยดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ และกลับไปให้แพทย์คนเดิมตรวจ ผลจากผู้ป่วยรายนี้จึงทำให้เกิดการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของพืชชนิดนี้เกิดขึ้นสืบไป

ทั้งนี้ น้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่ง มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ชื่อ ไกลโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี 1 บี) มีฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็งเต้านมและลำไส้ใหญ่ มีผลปรับระบบภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดจากสารก่อกลายพันธุ์ชนิดต่าง ๆ มีฤทธิ์เหนี่ยวนำเอนไซม์ (DT-Diaphorase) ซึ่งมีบทบาททำลายสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น อะฟลาท็อกซิน และสามารถลดความรุนแรงของการแพร่กระจายของมะเร็งในหนูได้

นอกจากสมุนไพรที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีสมุนไพรอีกมากที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งโดยตรงหรือช่วยระงับอาการข้างเคียงต่าง ๆ ของผู้ป่วยมะเร็ง แต่สมุนไพรส่วนใหญ่ยังต้องรอข้อมูลการสนับสนุนจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จึงจะแนะนำให้ใช้สมุนไพรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นทางเลือกเสริมในการรักษาเท่านั้น

อายุยืนยาวด้วยของดีจากธรรมชาติ

บัวบก

ใช้ต้นบัวบกสด มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตได้ นอกจากนี้ยังใช้บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้าได้ดี ใช้ต้นสด 30-40 กรัม ผสมกับน้ำ 1 แก้ว (ประมาณ 250 ซี.ซี.) คั้นและกรองเอาแต่น้ำดื่มติดต่อกัน 5-7 วัน

กระเทียม
นำกระเทียมสดขนาดกลาง 1-2 กลีบ (5 กรัม) มาสับหรือบด และตวงให้ได้ราว 1 ช้อนชา กินพร้อมอาหารวันละ 3 เวลา มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรกินตอนท้องว่าง เพราะจะระคายเคืองกระเพาะได้

ลดระดับน้ำตาลในเลือด

มะระขี้นก

ใช้ผลสด 8-10 ผล ผ่าและเอาเมล็ดออก สับละเอียดแล้วเติมน้ำลงไปเล็กน้อย กรองน้ำมาดื่ม กินทุกวันแบ่งกินวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนจนกว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลง หากพบว่าน้ำคั้นมีรสขมเกินไป ให้นำมาลวกน้ำร้อนและกินกับน้ำพริกแทน

ตำลึง

นำยอดตำลึงสดประมาณ 1 กำมือ ลวกพอสุก ใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือนำไปปรุงอาหารอื่น ๆ กินติดต่อกันเป็นเวลา 1-3 เดือน หรือจนกว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลง

ลดไขมันในเส้นเลือด
กระเจี๊ยบแดง

นำกลีบรองดอกสีม่วงไปตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา ชงกับน้ำเดือด 1 แก้ว (ราว 250 ซี.ซี.) ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการจะดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณแก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุบำรุงโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกายได้

เสาวรส

เลือกผลที่แก่จัด ล้างสะอาด และผ่าครึ่ง ตักเนื้อมาคั้นเอาแต่น้ำ ดื่มสด ๆ หรือปรุงรสโดยเติมเกลือ และน้ำตาลเล็กน้อย ดื่มเป็นน้ำผลไม้ และมีสรรพคุณอื่น ๆ เช่น บำรุงผิวพรรณได้เปล่งปลั่งสดใส มีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

สยบเบาหวาน

เตยหอม

นำใบแก่จัดสัก 10 ใบ มาหั่นตากแดดแล้วชงดื่มแบบชาหรือใส่หม้อดินต้ม ดื่มต่างน้ำทุกวัน ควรดื่มอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผล นอกจากช่วยบรรเทาโรคเบาหวานแล้ว ยังเป็นยาบำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ และแก้กระษัยได้อีกด้วย

กะเพรา

นำใบสดสัก ½ กำมือ หรือแบบตากแห้งมาบดเป็นผงราว 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว (ราว 250 ซีซี) ชงเป็นชาดื่มหลังมื้ออาหาร ผลวิจัยพบว่าใบกะเพราทำให้เซลล์ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ดีขึ้นเหมาะกับผู้ที่เป็นเบาหวานชั้นต้น

ต้านสมองเสื่อม

ขมิ้นชัน

นำเหง้าแก่สดยาวประมาณ 2 นิ้วมาขูดเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียด เติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำ กินครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง หรือกินแบบแคปซูล วันละ 1,000 มิลลิกรัม มีการศึกษาพบว่า ในกลุ่มคนเอเชียที่กินขมิ้นชันเป็นประจำทุกวัน จะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์น้อยกว่าคนในแถบยุโรปที่ไม่ได้กินขมิ้นชันเกือบ 5 เท่า นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณต้านมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

พริกไทย

ใช้ผงป่นมาปรุงอาหารที่กินเป็นประจำ หรือกินเป็นแคปซูลวันละ 1,000 มิลลิกรัม พร้อมกับอาหารทุกมื้อ ไม่ควรกินขณะท้องว่าง เพราะอาจเกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร นักวิจัยพบว่า สารพิเพอรีนในพริกไทยมีสรรพคุณต้านสมองเสื่อม ต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และต้านมะเร็งได้บำรุงธาตุ
มะพร้าว

ดื่มน้ำจากผลอ่อนวันละ 1 ผล ผ่าแล้วควรดื่มทันทีไม่ต้องเติมน้ำตาล นอกจากช่วยบำรุงธาตุแล้ว ยังแก้กระหาย แก้พิษ อาเจียนเป็นเลือด ท้องเสีย บวมน้ำ ขับปัสสาวะ และขับนิ่วก้อนเล็ก ๆ ได้อีกด้วย ที่สำคัญ ใช้ดื่มเพื่อบรรเทาอาการท้องเสียในกรณีที่ขาดแคลนน้ำเกลือแร่ได้เลย

รักษาเบาหวาน

1. มะระขี้นก
มะระขี้นก สมุนไพรไทยที่ขึ้นชื่อในเรื่องการลดระดับน้ำตาลในเลือด เรียกว่าเป็นสมุนไพรที่เป็นมิตรกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างแท้จริง ด้วยเพราะสารซาแรนติน (Charatin) ในผลมะระขี้นกที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ต้านอาการของโรคเบาหวาน และช่วยเพิ่มการหลั่งของอินซูลินจากตับอ่อน เพิ่มความทนทานต่อกลูโคสของร่างกาย และช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้มะระขี้นกยังช่วยยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส (Alpha-glucosidase) อันเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ขณะที่การรับประทานมะระขี้นกเป็นประจำก็สามารถชะลอความผิดปกติของไต และความเสื่อมของเส้นประสาทในร่างกายจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานาน ไม่เพียงเท่านั้นยังชะลอการเกิดโรคต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานด้วย นอกจากนี้มะระขี้นกยังมีคุณประโยชน์ดี ๆ ต่อร่างกายอีกมากมาย และสามารถนำมารับประทานได้แบบสด ๆ เป็นผักเคียงน้ำพริกได้เลย ดีแบบนี้ไม่หามาลองก็คงจะไม่ได้แล้วล่ะ

2. ตดหมูตดหมา
แม้ว่าชื่ออาจจะแปลกไปสักนิด แต่สรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือดนั้นไม่มีบกพร่องเลยแม้แต่น้อย โดยมีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดของใบตดหมูตดหมาสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยการเพิ่มการหลั่งของอินซูลินในร่างกาย อีกทั้งสมุนไพรชนิดนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกเพียบ และลดไขมันในเลือดได้ ขณะที่สรรพคุณทางยาพื้นบ้านก็ยังมีอีกไม่น้อย ไม่ว่าจะช่วยล้างพิษ แก้ท้องอืด ท้องผูก ถ่ายพยาธิ แก้อ่อนเพลีย ตกเลือด หรือแม้แต่แก้ปวดเมื่อยก็ช่วยได้เช่นกัน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านไทยที่นำมาใช้แล้วไม่ผิดหวัง

3. อบเชย

อบเชย หรือชินนามอน (Cinnamon) เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่มีสารสำคัญในการช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวานและโรคที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย โดยแค่เพียงโรยผงอบเชยลงในอาหารที่รับประทานก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้วล่ะค่ะ

4. เห็ดหลินจือ

เอีกหนึ่งสุดยอดสมุนไพรจีนล้ำค่าที่อุดมไปด้วยสรรพคุณทางยา ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังมีคุณกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย เนื่องจากในเห็ดหลินจือมีสารในกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์ (Polysaccharide) ซึ่งที่มีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน อีกทั้งยังช่วยให้น้ำตาลที่อยู่ในเลือดถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานให้แก่ร่างกาย และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

5. บอระเพ็ด

สมุนไพรรสชาติขมอีกชนิดที่อยากให้คุณได้ลอง เพราะเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่อยู่ในตำรับยาไทย ช่วยบำรุงหัวใจ ลดไข้ และช่วยให้เจริญอาหาร ที่สำคัญมีการศึกษาแล้วว่าบอระเพ็ดมีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่พบผลข้างเคียงอันตรายใด ๆ อีกด้วย ทว่าอาจจะรับประทานยากเพราะขม แต่อย่าลืมนะว่าหวานเป็นลมขมเป็นยา

6. ตำลึง

ตำลึง สมุนไพรที่ถูกนำมาใช้รักษาเบาหวานนานนับพันปี โดยตำราแพทย์แผนอายุรเวทระบุไว้ว่า ตำลึงสามารถใช้ในการรักษาโรคเบาหวานได้แทบจะทุกส่วนของต้น ไม่ว่าจะเป็นราก เถา หรือใบ อีกทั้งยังเป็นสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีพอ ๆ กับโสม แค่เพียงรับประทานตำลึงเพียงวันละ 50 กรัม ติดต่อกันเป็นประจำทุกวันก็สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติได้

7. มะเขือพวง

มะเขือพวงที่คนไทยนิยมใส่ลงในอาหารไทยหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน พะแนง หรือในน้ำพริกต่าง ๆ นอกจากสรรพคุณทางยาพื้นบ้านของไทยแล้ว มะเขือพวงก็ยังสามารถช่วยลดรับระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย โดยมีการศึกษากับหนูทดลองพบว่า น้ำมะเขือพวงสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ขณะที่สรรพคุณในการช่วยย่อยอาหารก็เด่นไม่เป็นรองใคร หากคราวหน้าเจอมะเขือพวงในอาหารอย่าเขี่ยทิ้งล่ะ

8. ชาเขียว

สารโพลีฟีนอลในชาเขียวเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลังที่ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย โดยสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยส่งเสริมการทำงานของอินซูลิน แถมยังเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ก็ควรจะดื่มชาเขียวแท้ ๆ นะคะ แบบที่เติมน้ำตาลเยอะ ๆ นั้นเลี่ยงให้ไกลเลยโดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ไม่งั้นอาจจะได้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาแทน

9. กระเทียม

สารอัลซิลิน (allicin) ที่มีในกระเทียมนอกจากจะมีสรรพคุณลดความดันโลหิตและลดไขมันในเลือดได้แล้ว ก็ยังมีฤทธิ์ต่อต้านโรคเบาหวาน อีกทั้งมีการศึกษาพบว่าเอทานอลที่อยู่ในกระเทียมสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยเพิ่มการหลั่งของอินซูลินได้ ซึ่งถ้าอยากให้ได้ประโยชน์จากกระเทียมแบบเน้น ๆ อย่างนี้ก็ควรจะรับประทานกระเทียมแบบสด ๆ เพราะกระเที่ยมที่ผ่านความร้อนแล้วจะมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่ากระเทียมสดค่ะ

10. ว่านหางจระเข้

ไม่เพียงแต่ช่วยลดการบวม อาการอักเสบ และช่วยสมานแผลได้เท่านั้น แต่ว่านหางจระเข้ยังเป็นสมุนไพรที่เหมาะจะใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย เพราะมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าน้ำของว่านหางจระเข้สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทั้งนี้ก็ยังช่วยลดระดับไขมันในเลือด และสรรพคุณพื้นฐานของว่านหางจระเข้ที่ช่วยลดอาการบวมและรักษาแผลก็ยังสามารถใช้กับผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วย เพราะผู้ป่วยเบาหวานที่เกิดบาดแผลมักจะมีปัญหาแผลหายช้าทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย

11. ขมิ้น
สมุนไพรที่ให้สีเหลืองสดใสนี้ นอกจากจะช่วยลดอาการอักเสบได้แล้วก็ยังสามารถชะลอการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ โดยพบว่าคนที่มีความเสี่ยงโรคเบาหวานหากรับประทานอาหารที่มีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในขมิ้นติดต่อกันเป็นประจำ_จะช่วยให้ความเสี่ยงโรคเบาหวานลดลง ทั้งนี้มีการสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะสารเคอร์คูมินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง จึงช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายได้นั่นเอง

12. ขิง

ขิงมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งศึกษากับหนูทดลองพบว่า หนูที่ได้กินสารสกัดจากขิงวันละ 250 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ ผลที่ได้รับคือ ระดับกลูโคสในเลือดของหนูลดลง รวมทั้งยังช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ทั้งนี้ก็ยังส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณอินซูลินด้วย

13. กระเจี๊ยบเขียว
พืชพื้นเมืองของเอธิโอเปียที่เป็นหนึ่งในผักเคียงในจานน้ำพริกของคนไทยอย่างกระเจี๊ยบเขียว เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และคุณค่าทางโภชนาการสูงลิบ อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือด เนื่องจากกระเจี๊ยบเขียวมีไฟเบอร์สูง โดยเฉพาะไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้สามารถช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลและน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายได้ นอกจากนี้ยังหารับประทานไม่ยากเลยล่ะค่ะ

14. โสม

ด้วยสรรพคุณอันน่าอัศจรรย์อย่างการเพิ่มภูมิคุ้มกัน และต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ทำให้โสมเป็นสมุนไพรที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสมุนไพรล้ำค่า โดยมีการค้นพบว่าการรับประทานโสมสามารถช่วยชะลอการดูดซึมของคาร์โบไฮเดรต และเพิ่มการทำงานของเซลล์ ช่วยให้เซลล์สามารถดึงเอากลูโคสไปใช้งานได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มการหลั่งของอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง 15-20% เลยทีเดียว

15. ผักเชียงดา

สมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวานแบบพื้นบ้านมานานนับพันปี นอกจากคุณประโยชน์ในการช่วยเสริมกำลังแล้ว ผักเชียงดายังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยเจ้าผักชนิ

แก้ปวดฟัน

1. กานพลู

ในวงการทันตกรรม กานพลูถือเป็นสมุนไพรที่ช่วยรักษาอาการปวดฟันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะน้ำมันจากดอกกานพลูที่มีฤทธิ์เป็นยาชาซึ่งทันตแพทย์บางคนนำมาใช้ทดแทนยาชาที่มีฤทธิ์รุนแรงเพื่อความปลอดภัยของคนไข้ อีกทั้งน้ำมันกานพลูยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เกิดขึ้นภายในช่องปากอีกด้วย วิธีใช้ก็ไม่ยากเพียงนำสำลีพันปลายไม้ชุบน้ำมันกานพลูแล้วนำไปจิ้มไว้ตรงบริเวณฟันที่ปวดสักครู่ก็จะช่วยให้อาการบรรเทาลง แต่ถ้าหากไม่มีน้ำมันกานพลูละก็ สามารถนำกานพลูมาอมไว้บริเวณที่ปวด หรือนำไปทุบแช่กับเหล้าขาว จากนั้นนำสำลีชุบเหล้าขาวมาอุดไว้ที่ตรงที่ปวดได้เช่นกัน
2. ดาวเรือง

ดอกดาวเรืองที่เราคุ้นเคยชนิดนี้มีดีมากกว่าแค่เพียงไว้ใช้ประดับให้สวยงามเท่านั้น เพราะถ้าหากนำดอกแห้ง 7-8 ดอกไปต้มกับน้ำในปริมาณที่พอเหมาะแล้วจิบทั้งวัน ก็สามารถลดอาการปวดฟันได้โดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด อีกทั้งยังสามารถขับร้อนในร่างกายได้อีกด้วย

3. เมล็ดผักชี

เราอาจจะเคยได้ยินว่าการบ้วนปากด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ ลดอาการปวดฟันได้ นั่นเป็นเรื่องจริงค่ะ แต่ถ้าบ้วนบ่อยเกินไปอาจจะได้ผลเสียจากเกลือที่ผสมกับน้ำแทน เพราะในเกลือมีโซเดียมสูง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับสุขภาพ ฉะนั้นขอแนะนำให้ลองนำเมล็ดผักชีไปต้มกับน้ำ แล้วนำมาบ้วนปากบ่อย ๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะได้รับโซเดียมมากเกินไป แถมยังบรรเทาอาการปวดฟันได้อีกด้วย ดีกว่าน้ำเกลือเยอะเลยเห็นไหมล่ะคะ

4. ผักบุ้งนา

ผักบุ้งนาที่เรานิยมนำมารับประทานเป็นผักเคียงกับอาหารอีสานจำพวกส้มตำ ก็ช่วยบรรเทาอาการแก้ปวดฟันได้เหมือนกัน โดยการนำรากของผักบุ้งนามาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำส้มสายชูเล็กน้อย แล้วนำมาอมไว้ประมาณ 5 นาที บ้วนออก และบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกได้เลยล่ะว่าอาการปวดฟันลดลง

5. มะระ

“หวานเป็นลม ขมเป็นยา” จะใช้คำนี้กับมะระก็คงไม่ผิด เพราะนอกจากมะระจะมีฤทธิ์เย็นช่วยขับร้อนแล้ว ก็ยังสามารถนำรากมาใช้รักษาอาการปวดฟันได้ แค่เพียงนำรากสดมาตำให้พอแหลกแล้วนำมาพอกบริเวณซี่ฟันที่ปวด ใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่ จากนั้นคายออก อาการปวดฟันที่กวนใจก็จะบรรเทาลงค่ะ

6. ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรครอบจักรวาลที่สามารถรักษาอาการได้สารพัด ไม่เพียงแต่ช่วยสมานแผล หรือดับร้อนเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถฆ่าเชื้อโรคและสลายพิษของเชื้อโรคได้ จึงไม่แปลกถ้าหากจะถูกนำมาใช้รักษาอาการปวดฟันเนื่องจากฟันผุ เพียงนำว่านหางจระเข้มาล้างยางออกให้หมด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เหน็บไว้บริเวณซอกฟันซี่ที่ปวด หรือจะนำสำลีพันปลายไม้จุ่มน้ำวุ้นของว่านหางจระเข้มาป้ายบริเวณที่ปวดก็สามารถบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราว จะได้ไม่ต้องทรมานก่อนที่จะไปพบทันตแพทย์ไงล่ะ

7. น้ำมันกระเทียม

นอกจากกระเทียมสดจะมีประโยชน์มากมายแล้ว น้ำมันกระเทียมก็ยังช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ชั่วคราวอีกด้วย แค่เพียงนำสำลีชุบกับน้ำมันกระเทียมแล้วทาบริเวณที่ปวดฟัน ทิ้งเอาไว้สักครู่อาการก็จะลดลง แต่วิธีนี้จะช่วยบรรเทาอาการได้เพียงชั่วคราวเท่านั้นนะ

8. ใบชา

ใบชามีคุณสมบัติที่ไม่ควรมองข้ามนั่นก็คือช่วยลดการอักเสบและลดอาการเหงือกบวม จึงเหมาะจะนำมาใช้บรรเทาอาการปวดฟันอย่างยิ่ง เพียงนำใบชาแห้งไปแช่ในน้ำร้อนประมาณ 20 นาที แล้วรอจนกว่าน้ำชาจะเริ่มอุ่น จากนั้นนำมาบ้วนปากบ่อย ๆ จะช่วยให้ปวดฟันลดน้อยลง แต่อย่าลืมบ้วนน้ำสะอาดตามนะ เพราะน้ำชาอาจทำให้เกิดคราบหินปูนได้
9. เมล็ดกุยช่าย

ปิดท้ายกันด้วยผลิตผลจากพืชผักที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างกุยช่าย ซึ่งต้องขอบอกว่าเมล็ดที่มาจากต้นกุยช่ายสามารถบรรเทาอาการปวดฟันจากฟันผุได้ โดยในแพทย์แผนจีนจะนำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ แล้วนำมาทุบให้แหลก นำไปละลายในน้ำมันยาง นำสำลีชุบน้ำมันยางที่ผสมกับเมล็ดกุยช่ายบดมาอุดบริเวณที่ปวดฟันจากฟันผุ ทิ้งไว้ข้ามคืนก็จะบรรเทาอาการปวดฟันและช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของฟันผุได้ค่ะ